เล่าประสบการณ์หางาน…ชีวิตในเมกา ระยะเริ่มก้าวเดิน

เล่าประสบการณ์หางาน…ชีวิตในเมกา ระยะเริ่มก้าวเดิน 
หลายคนดิ้นรนมาเมกาเพื่อ หวังความร่ำรวย ..บางคนมาเพราะความรัก..ก็แล้วแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าใครจะมาเมกาด้วยวิธีไหน ต่างก็มุ่งหางาน..
เพื่อเลี้ยงชีพตน..พอดีมีเพื่อนหลายคนส่งเมลล์มาคุย เรื่องงาน ผมเขียนหนังสือบันทึกเรื่องราวตนเองเข้าไว้ เลยคัดลอกมาเล่าให้เพื่อนฟัง ในส่วนที่เกี่ยวกับงาน..ใน คนไทยเมื่อไกลบ้านปี.๒ เป็นการแชร์ประสบการณ์ เล่าสู่ฟังเผื่อมีอะไรที่เป็นประโยชน์บ้างครับ
ขอให้โชคดีกันทุกคน ร่ำรวย ร่ำรวย

…..หลายๆคนคงอยากจะรู้เรื่องราวของชีวิตกับการใช้ต่างแดนของนักล่าฝันในผืนแผ่นดิน “อเมริกา” เอาเป็นว่าขอเล่าเป็นเรื่องๆไปก็แล้วกัน ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ทั้งหมดที่เขียนนี้เป็นชีวิตส่วนตัว เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวที่พบที่เห็น ดังนั้นเรื่องที่เขียนลงไปนี้จึงเป็นความคิดส่วนตัว อาจมีความคิดเห็นต่างจากคนอื่นๆที่อาศัยอยู่ในต่างแดนก็ได้ เรื่องงาน (Jobs) เป็นเรื่องแรกที่อยากจะเล่า เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าใครก็ตามก็ต้องมีงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพราะมีงานก็คือมีชีวิต

ในทุกสังคมคนทุกคนย่อมมีหน้าที่ต่างกันไป หน้าที่ที่ว่าหมายถึง งานทั้งเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ ทุกคนก็ย่อมมีหน้าที่ต่างการไป แม้ว่างานหรือหน้าที่บางอย่างจะไม่ได้ทำเงินก็แต่สามารถเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด อย่างเช่น การใช้ชีวิตแบบชนบทบ้านเรา การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ไม่ได้ขายก็มีเงินไม่เดือดร้อน หรือที่เราเรียกว่า การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) 

แท้จริงแล้วเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายถึง การใช้ชีวิตแบบชีวิตชนบทเท่านั้น การใช้ชีวิตในสังคมเมืองก็นำมาปรับใช้ได้ จึงต้องศึกษากันอย่างจริงๆ ไม่ได้แค่เป็นหลักสูตรหรือวิชาที่เอาไว้ศึกษากันเท่านั้น แต่เห็นทีว่าสังคมไทย รู้แต่ไม่ได้ปฏิบัติกัน มิฉะนั้นสังคมไทยเราคงไม่ย่ำแย่ขนาดนี้ อันเป็นผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของนักการเมืองที่ขาดคุณธรรมเข้ามาบริหารประเทศ อันนั้นก็ขึ้นอยู่กับชะตากรรมของคนไทยก็แล้วกัน ไม่รู้จะแก้ไขปัญหาการเมืองอย่างไร ในเมืองกลุ่มคนเหล่านี้มีอำนาจและเงินในมือ คนจนที่กำลังรอความหวังก็ต้องรับกรรมไปโดยไม่มีทางเลือกสิ่งเดียวที่เราทำได้คือ “ทำใจ”

มาเข้าเรื่องเราดีกว่าครับ เอาเรื่องใกล้ตัวมาเล่าครับ การหางาน (Find a jobs) ในช่วงเวลานี้การหางานเป็นเรื่องที่ยากมากครับ เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐตกต่ำ ส่งผลให้ธุรกิจและการจ้างงานต้องหยุดชะงัก คนตกงานจำนวนมาก หลายธุรกิจของสหรัฐก็ต้องปิดบริการ อันนี้พวกเราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ คือ ความผิดพลาดในการประเมินความเสี่ยง และไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงได้ เนื่องจากนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ ทั่วโลกยังมีความล้าหลัง พิจารณาเฉพาะต้นทุนของดอกเบี้ยว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อ และค่าเงินอย่างไร แต่ไม่เคยประเมินถึงความเสี่ยงของระบบการเงินซึ่งปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นมาก (ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เขียนไว้ในกรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 04 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551)

ไม่ว่าสาเหตุของปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ผู้ที่มีหน้าที่เขาก็จัดการแก้ไขปัญหาไป ส่วนตัวเราในฐานะบุคคลตัวน้อยๆธรรมดาคนหนึ่งบนโลก ก็ปรับตัวรับมือกับปัญหานี้ ทำอย่างไรให้ตัวเองสามารถดำรงชีวิตอย่างไม่เดือดร้อน แน่นอนว่า พฤติกรรมการบริโภคของเราก็ต้องเปลี่ยนไป จากที่เคยไม่คิดเวลาใช้จ่ายก็ต้องคิดให้มากขึ้น วางแผนการใช้เงิน รายรับ-รายจ่ายให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเรา ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็น่าเห็นใจ หลายคนที่รู้จักที่อยู่ที่อเมริกาตกงาน ถูกรีไทน์ก็มี คนที่เดือดร้อนมากๆคือ ผู้ที่มีหนี้สินหรือรายจ่ายประจำเดือน ทั้งค่าบ้าน ค่ารถ ค่าลูกเรียน อะไรสารพัด…น่าเห็นใจครับ

และตอนนี้คนไทยกำลังต้องต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งภาวะปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองในประเทศ ยังไงก็ขอเอาใจช่วยคนไทยให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ และซื่อสัตย์มารับใช้ประชาชนเร็วๆ ครับเห็นไหมครับว่า เรื่องงานคือเรื่องใหญ่

พูดถึงเรื่องตนเองบ้างนับได้เลยว่ามาอยู่อเมริกาได้ 1 ปี กับ 5 เดือน (เมื่อ ก.ค. 2549) เปลี่ยนงานไปทั้งหมด 4 ครั้ง นับรวมกับงานที่เปลี่ยนล่าสุด

งานแรกเป็นงานบริษัทส่งของขวัญ ทำได้อยู่ 4 วัน ก็ออก เพราะเป็นงานใช้แรงไม่ได้ใช้สมองอะไรมาก คือ ช่วยยกของ แพคกล่องของขวัญ ทำงานกับฝรั่งผิวดำ กับเพื่อนต่างชาติเม็กซิกัน ค่าจ้างได้ชั่วโมงขั้นต่ำ 8 เหรียญต่อชั่วโมงทีแรกก็คิดเอาละว่ะ งานอะไรก็ต้องทำไปก่อน เพราะไม่อยากรออะไร ว่างงานเกือบสามเดือน รู้เลยว่ามันเซ็งขนาดหนัก ภาษาไม่ได้เรื่องเลยสักนิด ก็ต้องทำงานนี้ไปแบบจำยอม วันแรกก็ดีใจ วันที่สองก็ดีใจ พอวันสามวันสี่เซ็งๆ เพราะอะไร? เพราะยังงงๆ อยู่ งานอะไรวะเนี้ย หัวหน้างานไม่อยากบอกเลยว่าติ๊งต็องจริงๆ ไม่รู้ บอกเลยว่าไม่ชอบเลยสักนิดเลยออกไปหางานใหม่
งานที่สอง งานต่อมาเป็นงานที่ใช้ฝีมือและใช้สมอง ภาษา อันนี้น้าชายเป็นคนฝากให้ เป็นบริษัทรับตัดแว่นตาและคอนเทคเลน ไปสมัครเขากับรับทันที เจ๋งไหมล่ะ เปล่าหรอกเขาสงสารมั้ง คือ เจ้าของบริษัทเป็นคนใจดี ให้โอกาสคน งานนี้ไปทำได้ สองวัน วันที่สาม ไม่ไหวครับ ต้องเชย์ Good-bye คือ ปัญหาที่เจอคือ ภาษาเราไม่ได้ เวลาเขาอธิบายงาน หรืองานเอกสาร มีปัญหามาก งานนี้ต้องใช้ทักษะเรื่องภาษา เสียดายและเสียใจอยู่เหมือนกัน แต่เราเลือกเอง ว่าเราทำไม่ได้วันที่สามเลยไปทำงาน แล้วบอกกับเจ้าของบริษัทและเขียนข้อความขอบคุณพวกเขาที่ให้โอกาส…
Thank you for give me a chance for this position .I like this job, It’s not difficult to learn but my English is not very well enough so I need go to school for learn it .I want to have a good skills and make this job as well as we needs.” เสียดายมากๆครับ เพราะเงินดีมากๆ แต่เราก็ต้องยอมรับกับความสามารถของเรา แล้วทำไงต่อไป

จากสองงานที่ผ่านมารู้เลยว่า จุดอ่อนของตัวเอง คืออะไร? คำตอบคือ
1. ภาษาอังกฤษของเราอ่อนมาก (English is not well) ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นต้องทักษะการฟัง การพูด ส่วนการอ่านและการเขียนค่อยพัฒนาทีหลังก็แล้ว กัน ต้องหางานที่ไม่ต้องใช้ภาษาในการสื่อสารมาก แล้วจะหาได้ไหมนี่ (คนเราไม่ได้ใบ้ ก็ต้องพูด)
จุดอ่อนข้อที่ 2 คือ ขาดความมั่นใจ (no self-confident) อันนี้เป็นผลพวงของอ่อนภาษาอังกฤษ และไม่มีประสบการณ์ทำงานกับชาวต่างชาติ ต่างภาษา จนทำให้คึดฮอดอีพ่ออีแม่ หลายต่อหลายครั้ง อย่างว่าครับ มาใหม่ๆไม่ถึงสามเดือน ยังปรับตัวไม่ได้ (เดี๋ยวก็ชินน่า ให้กำลังใจตัวเอง)
จุดอ่อนข้อที่3 ที่แย่ที่สุด คือ พกศักดิ์ศรีมาด้วย (a lot of pride) ศักด์ศรีความเป็นครู คนมีความรู้ระดับปริญญาตรี นักศึกษาปริญญาโทนะโว้ย! นี่ล่ะคือปัญหา เพราะงานที่ทำไม่ได้เป็นงานที่เราชอบ มีเกียรติ มีตำแหน่ง อะไรอย่างนั้น (จะกินศักดิ์ศรีหรือจะกินเงิน) อันนี้เป็นข้อเสียมากๆ อย่างว่า จบครูมามาดๆ บรรจุเป็นข้าราชการ ข้านี่ก็ไม่ใช้ย่อย ต้องทำงานที่ดีๆ สบายๆ ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ (ฝันไปเถอะ!)

นี่คือจุดอ่อน 3 ข้อใหญ่เลยมานั่งแก้ปัญหาตัวเอง พบทางแก้คือ 1. เร่งพัฒนาภาษาเป็นการด่วน ฝึกฟัง พูด อ่าน เขียน ที่บ้านและโรงเรียน อย่าขี้เกียจเป็นอันขาด 2. พยามปรับตัว เข้าใจผู้คน วัฒนธรรมของชาวต่างชาติ “ทำตัวเป็นไม้อ่อนให้ดัดง่าย” 3. เอาศักดิ์ศรี เกียรติ เรื่องงาน ใส่ในกล่องพัสดุส่งกลับเมืองไทย เริ่มต้นใหม่ทิ้งมันไว้ข้างหลังละกันจากประสบการณ์ทำงานสองที่ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสอนตัวเองได้เป็นอย่างดีทีเดียว เอาล่ะ เมื่อรู้ทางเดินของเราแล้วก็ต้องทำต่อไป …ภายหลังสามวันต่อจากนั้นไปสมัครงานใหม่…เป็นงานบริษัทบรรจุภัณฑ์เกี่ยวกับยาวิตามิน..เอาล่ะ เงินดี ภาษาไม่ต้องใช้มาก ลุยเลยก็แล้วกัน ที่สำคัญต้อง “อดทน” อย่าเป็นคนขี้แพ้…ทำไปได้อาทิตย์สองอาทิตย์ก็ยังรู้สึกไม่ต่างกับงานแรกกับงานที่สอง แต่ยังไงก็จะไม่ยอมออก..เพราะเดี๋ยวเขาว่าเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ…ผ่านไปได้เดือน สองเดือน เรื่อยๆ เพลินๆ คุ้นกับเพื่อนร่วมงาน เพราะมีคนเอเชียอยู่ด้วย คือ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แม้ว่าจะคนและภาษา แต่เราก็เป็นคนเอเชียเหมือนกัน มีความเข้าใจงานมากขึ้น ทำได้ ทำไปทำมาผ่านไป 7 เดือน ..โอ้ว!นานเหมือนกันแฮะ…

ตอนนี้เริ่มมีความคิดใหม่ว่า งานนี้ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือมีอะไรแปลกใหม่ จึงอยากเปลี่ยนงาน ที่ดีกว่านี้หน่อย ทำไงภาษาก็ยังไม่เก่ง อยากกลับไปเรียนหนังสือเต็มที่แล้ว..ทำไงดี เลยตัดสินใจเก็บเงินซื้อรถเป็นตัวเอง จะได้ไปไหนมาไหนสะดวก ทำอะไรได้มากกว่านี้ คิดว่าาเก็บเงินพอก็จะซื้อรถ ขับไปเรียน เปลี่ยนงานใหม่ และไปสอนหนังสือที่วัดไทยฯ… ผ่านเข้าเดือนที่ 8 เก็บเงินพอจำนวนหนึ่งพอที่จะซื้อรถได้ เลยไปสอบใบขับขี่ ครั้งแรกสอบตก ครั้งที่สองก็ได้ใบขับขี่มาครอบครอง… และวันเดียวกันกับที่เขาส่งใบขับขี่มาให้ที่บ้าน ก็ได้ข่าวดีว่าเพื่อนลุง ชาวลาวจะกลับประเทศลาว จะขายรถมือสอง คุณภาพดี (ตามโฆษณา) สมาชิกในบ้านก็เลยพากันไปดูและซื้อรถวันนั้นเลย …ผมตั้งชื่อมันว่า “ คุณโชคชัย” เพราะมันเป็นโชคของผม มันเกือบจะไปเป็นของคนอื่นอยู่แล้วเชียว…ดีใจหลายคัดขนาดจากนั้นก็ขับรถไปทำงานเอง และระหว่างนี้ก็ไปสมัครเข้าเรียนภาษา และหางานใหม่ และไปสมัครไปเป็นครูสอนหนังสือที่วัดไทยฯ แล้วล่ะซิ ความเปลี่ยนแปลงใกล้จะมาอีกแล้ว…ในที่สุดก็ได้งานใหม่ จึงลาออกจากที่ทำงานเดิมให้เหตุผลว่าต้องการกลับไปเรียนหนังสือ
“Thank you for gave a chance for me about work in this place .I got a lot of experience here.Thank you to my friends for helping and sharing. Good luck to you guy!”
เป็นประโยคสั้นๆกล่าวลาเพื่อนร่วมงานชีวิตประจำวันเริ่มต้นแบบใหม่กับงานใหม่ ตอนนี้มีความสุขกาย สบายใจมากขึ้นมาก เพราะมีรถใช้เป็นแขนเป็นขาเวลาจะไปไหนมาไหน

งานใหม่เป็นงานเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ คือ เครื่องเสียงในรถยนต์ เป็นบริษัทใหญ่ มีหลายแผนก เพื่อนร่วมงานมีวัยรุ่นเยอะ บรรยากาศการทำงานดีกว่าเดิมมาก คนเอเชียเยอะ มีอินเดีย ฟิลิปินส์ เวียดนาม อินโดนีเชียเขมร และลาว และเพื่อนฝรั่งอเมริกัน เม็กซิกันผิวขาว ผิวดำ หลากหลายดี..แม้ว่าจะจ่ายเงินลดลงจากงานที่แล้วนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะใกล้บ้าน ได้ไปเรียน ได้เพื่อนใหม่ และที่สำคัญได้ “ความมั่นใจ” มากขึ้น เอาล่ะ..ต้องขยันทำงานให้มาก ไม่ขาด ไม่สาย ไม่ขี้เกียจ ฝึกฝนภาษาที่ทำงาน ที่บ้าน และที่โรงเรียนอย่างเต็มที่…ทำไปจนผ่านไปสามเดือน ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง รู้งาน รู้จักคน …หมายถึง วัฒนธรรมการทำงานของคนผ่านไปแล้วสามเดือนมาถึงกระทั่งปัจจุบัน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คือ เปลี่ยนตำแหน่งใหม่ จากพนักงานทั่วไป เป็นพนักงานตรวจคุณภาพสินค้า (QC Inspector) กว่าจะได้ตำแหน่งงานนี้ก็เล่นเอานานอยู่เหมือนกัน..เพิ่งสัมภาษณ์งานและสอบไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ที่จริงรู้ก่อนแล้วว่าบริษัทจะมีการเปิดรับสมัครตำแหน่งงานเพิ่มในตำแหน่งนี้ เพราะรู้ข่าวจากเพื่อนเวียดนามที่เป็นช่างในแผนกนี้ ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่ามันอยากเกินไป และงานที่ทำก็ดีอยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไร แต่เริ่มเปลี่ยนใจมาสนใจเมื่อเพื่อนชาวลาว ที่ทำงานอยู่แผนกนี้ชักชวน
“ มาเฮ็ดงานนำกันบ่.It’s easy job and make more money นำเด้. Do you want or what?.มาโลด I’ll teach you.” “ แม่นอีหลีบ่อ้าย มันบ่ยากบ้อ.I’m not sure I and do or not?.จั่งซั่นข่อยก่าจะลองเบิ่ง”

จากนั้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้น เวลาพักเบรคก็ไปดูพี่ทำ งาน และมันก็ไม่ยากเกินว่าเราจะทำได้มั้ง เพียงแค่ตรวจสินค้า และต้องใช้ภาษาอังกฤษมากหน่อยและเป็นคนละเอียด ทำงานเร็ว อย่างนั้นวันหนึ่งได้ถามหัวหน้าแผนกที่ผมทำอยู่ในปัจจุบัน บอกว่า สนใจตำแหน่งงานนั้น จะสมัคร คุณคิดว่าไง เขาบอกว่า ลองดูไม่น่ามีปัญหาอะไรน่ะ สุดในที่สุดก็ตัดสินใจสมัครและอยากได้งานนี้มากๆ เพราะเขาบอกว่าจ่ายค่าแรงเยอะกว่าเดิมหลายเหรียญ…เอาล่ะซิ แล้วจะได้ไหมหว่า… หลังจากที่เปิดรับสมัครตำแหน่งนี้ ก็มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 4 คน รวมทั้งผมด้วย หัวหน้างานใหม่เขาต้องสัมภาษณ์และให้ทดสอบในการปฏิบัติเบื้องต้น…ผมกลัวๆอยู่ว่าจะได้ไหมเพราะ คนที่สมัครเขาอายุเยอะกว่า มีคนมีประสบการณ์ในด้านนี้ด้วย 2 คน ซึ่งมันก็ไม่ใช่ผม..

.ก่อนวันสัมภาษณ์งาน หัวหน้างานมาบอกให้ผมเขียนเหตุผลว่าทำไมจึงสนใจอยากทำงานในตำแหน่งนี้ ผมก็ได้โอกาสกลับมาทำเป็นการบ้าน เอาคำถามนี้ไปถามครูที่โรงเรียนด้วย..อันที่จริงมันก็อยากอยู่เพราะเราไม่มีประสบการณ์นี้ แต่เรามีความตั้งใจ..ทำเป็นสนใจอยากทำงานนี้มากๆ (ต้องทำเป็นสนใจ) วันรุ่งขึ้นถึงเวลาสัมภาษณ์งาน เขาเอาใบสมัครเรามาดู และพูดคุยเรื่องต่างๆ ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาและการศึกษา สอบการสนทนาหรือเข้าใจภาษา และความคิดเห็นของหัวหน้างานแผนกเดิมมีบทสนทนาที่สำคัญหลายช่วงคือ
What did you do before this job?
Are you a teacher in Thailand?
You have both Bachelor and Master Degree in Education,?
Do you have a plan to study for get your more educate in US or not?
Are you go to school?
What ‘s you studying?
Can you work overtime and weekend?
You can work second shift or not?
Why you want to work this job?
What do you know about this job?
และอีกหลายคำถาม ฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ตอบคำถามสั้นๆ ตรงประเด็น ไม่พูดยืดยาวเพราะกลัวว่าพูดไปพูดมาเดี๋ยวเขาไม่เข้าใจ ภาษายิ่งดีอยู่ สุดท้ายเขาบอกว่า
“Well,I have two people already have experience. So I have to talk with other about this, But You’re good.Ok.I’ll let you know soon .Thank you.”
เขาบอกว่า มีคนสมัคร 2 คนมีประสบการณ์ แต่คนก็โอเค เดี๋ยวจะบอกให้รู้ให้เขาคุยกับคนอื่นๆก่อน…ใจผมยังไม่ค่อยดีนักวันรุ่งขึ้นเป็นเวลาดูการทำงาน กับพนักงานที่ทำตำแหน่งนี้ ผมได้แต่ดูเขาทำ และทำท่าสนใจ เตรียมสมุด ปากกา และคำถามไปด้วย ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เขาเดินกลับมา ถามว่า “How is going?” พนักงานที่สอนผมตอบว่า “He is good.He  learn fast”

อันที่จริงผมซ้อมไปตั้งแต่เมื่อคืน พอดีรู้ขั้นตอนการทำงานมาก่อนแล้ว นั่งซ้อมอ่าน ท่อง เหมือนจะสอบข้อเขียนตอนอยู่มหาวิทยาลัยอย่างไงอย่างนั้น.. ส่วนผู้สมัครสอบแข่งขันคนอื่นไม่รู้ (ฮิ ฮิ)วันรุ่งขึ้น หัวหน้างานคนนี้เดินมา จับมือ แล้วบอกว่า “Alright! You got it.”
ผมดีใจหลาย ได้แต่เชย์แทงกิ้วเด้อผ่านจนได้ครับ กว่าจะได้ก็ยากอยู่เหมือนกัน

ขั้นต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่าสัมภาษณ์งาน คือ ต้องเรียนรู้งานให้เร็ว ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ขยันให้มาก แล้วทุกอย่างก็คงจะดี…ผ่านไปที่เล่ามาทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องงาน ได้เรียนรู้อะไรเยอะครับ ไม่ว่าการหางาน การทำงาน ยังมีเรื่องราวอีกมาก เดี๋ยววันหลังจะมาเล่ารายละเอียดให้ฟังครับ ..สิ่งที่ได้เรียนรู้ที่สำคัญคือ

“ชีวิตเมื่อลงเหยียบบนผืนแผ่นดินอเมริกาแล้ว ต้องสู้ ชีวิตในต่างแดนของคนหลายคนต้องมาเริ่มนับใหม่ที่ศูนย์ แต่หลายคนที่อาจจะเริ่มนับที่สามสี่หรือห้า ก็แล้วก็แต่ละภูมิหลังบุคคลอย่าเอาไปเปรียบเทียบ ขอให้ตั้งใจทำสิ่งที่ถูกต้อง ยอมรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่เข้ามาในชีวิต สักวันเส้นทางที่วาดไว้ต้องสดใส แม่นบ่”

สู้ๆ เด้อ พี่น้องบ้านเฮา…