บทเรียนชีวิต….ธรรมะจากแม่

บทเรียนชีวิต….ธรรมะจากแม่

บทเรียนชีวิต….ธรรมะจากแม่                                           ใกล้ธรรมะเหมือนใกล้แม่   แม่สอน…ว่า “ ยามอยู่ห่างไกลแบบนี้เอาธรรมะเป็นที่พึ่ง ธรรมะก็เป็นเหมือนกับพ่อแม่  ธรรมะเป็นต้นไม้ใหญ่ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร  เวลาร้อน เวลาหนาว ยามฝนตก ให้เข้าไปหลบใต้ต้นไม้ ต้นหนีร้อน หนีฝนได้ จะได้เย็นกายเย็นใจ   ไม่มีอะไรอีกที่ดีเท่ากับพ่อแม่และธรรมะ  ให้จำคำแม่ไว้   ยามจะทำอะไรต้องคิดพิจารณาให้ดีให้รอบคอบ คิดถึงพ่อแม่และธรรมะเอาไว้  พ่อแม่ให้อะไรได้ทุกอย่าง จะร้อน จะหนาว จะมีอะไรแม่ก็เป็นห่วงเสมอ  ทุกสิ่งแม่ให้ลูกได้ อันไหนที่แลกเปลี่ยนได้ก็จะทำ แม้กระทั่งชีวิต   แม่ช่วยอะไรลูกไม่ได้มาก   เพราะห่างกัน นอกจากคำสอนของแม่นี่แหละ จำไว้นะลูก”                                                                                                        24 สิงหาคม 2552                                                                                                                                                                                                                                                                                                 จนได้ก็รวยได้                                                                                                                                                                                                                      แม่สอนว่า “อย่าไปดิ้นรนอะไรมาก ได้แค่นี้ก็พอใจแล้ว คนอื่นที่แย่กว่าเรามีเยอะ คนจนๆแบบเราก็จนแบบมีความสุข มีพ่อแม่ลูกพร้อมหน้าในครอบครัวก็ดีแล้ว ไม่เหมือนพวกคนรวย รวยได้ก็จนได้ จนได้ก็รวยได้ มันไม่แน่นอนอะไรหรอก  อย่างคนรวยชอบใช้เงินฟุ้มเฟือย ก็ไม่มีความสุข มีเมียหลายเมีย จะไปกินข้าวบ้านเมียโน้นมีนี่ สุดท้ายก็ไม่มีเมียไหนเอาทำไว้ให้กิน… ยกตัวอย่างที่เห็นแบบชัดๆ ลูกจำเฒ่าแก่ดำได้ไหม ที่รวยที่สุดในหมู่บ้าน สมัยก่อนเขารวยมาก มีเงินเป็นกระสอบๆ มีรถสิบล้อ รถอะไรเป็นยี่สิบสามสิบคัน มีบ้านหลังเป็นล้านๆ พวกชาวบ้านเวลาเห็นเขา แทบจะเข้าไปกอดขาเลย เห็นที่ไหนก็ยกมือไหว้เฒ่าแก่ นับถือว่าเขาเป็นเพื่อน….แต่มาตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ลูกสาวมาฆ่าตัวตาย บ้านหลังโตๆ ก็ถูกธนาคารยึด ไม่ได้ยึดเฉพาะบ้านของเฒ่าแก่อย่างเดียวนะ บ้านพวกชาวบ้านที่ที่ไปกู้เงินจากเฒ่าแก่ก็โดนธนาคารยึดเป็นหมดเหมือนเกลี้ยงไม่มีเหลือ เป็นแถบๆRead more about บทเรียนชีวิต….ธรรมะจากแม่[…]

เล่าประสบการณ์หางาน…ชีวิตในเมกา ระยะเริ่มก้าวเดิน

เล่าประสบการณ์หางาน…ชีวิตในเมกา ระยะเริ่มก้าวเดิน

เล่าประสบการณ์หางาน…ชีวิตในเมกา ระยะเริ่มก้าวเดิน  หลายคนดิ้นรนมาเมกาเพื่อ หวังความร่ำรวย ..บางคนมาเพราะความรัก..ก็แล้วแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าใครจะมาเมกาด้วยวิธีไหน ต่างก็มุ่งหางาน.. เพื่อเลี้ยงชีพตน..พอดีมีเพื่อนหลายคนส่งเมลล์มาคุย เรื่องงาน ผมเขียนหนังสือบันทึกเรื่องราวตนเองเข้าไว้ เลยคัดลอกมาเล่าให้เพื่อนฟัง ในส่วนที่เกี่ยวกับงาน..ใน คนไทยเมื่อไกลบ้านปี.๒ เป็นการแชร์ประสบการณ์ เล่าสู่ฟังเผื่อมีอะไรที่เป็นประโยชน์บ้างครับ ขอให้โชคดีกันทุกคน ร่ำรวย ร่ำรวย …..หลายๆคนคงอยากจะรู้เรื่องราวของชีวิตกับการใช้ต่างแดนของนักล่าฝันในผืนแผ่นดิน “อเมริกา” เอาเป็นว่าขอเล่าเป็นเรื่องๆไปก็แล้วกัน ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ทั้งหมดที่เขียนนี้เป็นชีวิตส่วนตัว เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวที่พบที่เห็น ดังนั้นเรื่องที่เขียนลงไปนี้จึงเป็นความคิดส่วนตัว อาจมีความคิดเห็นต่างจากคนอื่นๆที่อาศัยอยู่ในต่างแดนก็ได้ เรื่องงาน (Jobs) เป็นเรื่องแรกที่อยากจะเล่า เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าใครก็ตามก็ต้องมีงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพราะมีงานก็คือมีชีวิต ในทุกสังคมคนทุกคนย่อมมีหน้าที่ต่างกันไป หน้าที่ที่ว่าหมายถึง งานทั้งเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ ทุกคนก็ย่อมมีหน้าที่ต่างการไป แม้ว่างานหรือหน้าที่บางอย่างจะไม่ได้ทำเงินก็แต่สามารถเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด อย่างเช่น การใช้ชีวิตแบบชนบทบ้านเรา การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ไม่ได้ขายก็มีเงินไม่เดือดร้อน หรือที่เราเรียกว่า การใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)  แท้จริงแล้วเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้หมายถึง การใช้ชีวิตแบบชีวิตชนบทเท่านั้น การใช้ชีวิตในสังคมเมืองก็นำมาปรับใช้ได้ จึงต้องศึกษากันอย่างจริงๆ ไม่ได้แค่เป็นหลักสูตรหรือวิชาที่เอาไว้ศึกษากันเท่านั้น แต่เห็นทีว่าสังคมไทย รู้แต่ไม่ได้ปฏิบัติกัน มิฉะนั้นสังคมไทยเราคงไม่ย่ำแย่ขนาดนี้ อันเป็นผลพวงของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของนักการเมืองที่ขาดคุณธรรมเข้ามาบริหารประเทศ อันนั้นก็ขึ้นอยู่กับชะตากรรมของคนไทยก็แล้วกัน ไม่รู้จะแก้ไขปัญหาการเมืองอย่างไรRead more about เล่าประสบการณ์หางาน…ชีวิตในเมกา ระยะเริ่มก้าวเดิน[…]

จดหมายถึงเมืองไทย ปี 2 ตอน สยามยิ้ม ในต่างแดน

จดหมายถึงเมืองไทย ปี 2 ตอน สยามยิ้ม ในต่างแดน

สยามยิ้ม ในต่างแดน .สวัสดีครับเวลาทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน สมองคิดไม่ออก บอกไม่ถูก คิดไม่ทันหรือมันทันคิด เริ่มชักเซ็งๆ เครียดๆ อารมณ์เริ่มแปรปรวน ปั่นป่วน วุ่นวายเหมือนจะเกิดแผ่นดินไหวยังไงยังนั้นครับ สติก็เริ่มกระเจิงบิน “ไล่ล่าตามฝัน” ที่ไหนก็ไม่ทราบได้ (เด้อ) จึงมานั่งเขียนเรื่องเล่า เพื่่อผ่อนคลาย หา “ยิ้ม”สักกะหน่อยครับ ผมเรียกชื่อนี่ว่า “สยามยิ้มในต่างแดน” เหตุการณ์นี้ผมประทับในใจตลอดเวลาครับ ต้องมารีบเขียนบันทึกไว้ ไม่งั้นอาจจะลืมง่ายๆอย่างที่เราทราบกันดีครับ ว่าเมืองไทยเรามีดีหลายอย่าง และอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติเรา คือ “รอยยิ้ม”บนใบหน้า จนได้ขนามนามว่า “สยามเมืองยิ้ม” (Siam; Land of Smile) ซึ่งหมายความถึง เมืองสยามเป็นเมืองแห่งรอยยิ้มนั่นเอง (ก่อนที่จะถูกรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขนานนามใหม่เป็น Thailand ในวันที่ 24 มิ.ย. 2482)ท่านเห็นด้วยหรือเปล่าครับ เวลาไปไหนมาไหน จะยากดีมีจน ร่ำรวย สวยหล่อ จะเป็นเศรษฐีหมื่นล้าน (เหมือนใครบางคน) หรือไม่ก็ไม่สน จะจนเหมือนยาจกก็ยิ้ม ยิ้ม และยิ้ม ยิ้มกันไว้ก่อนRead more about จดหมายถึงเมืองไทย ปี 2 ตอน สยามยิ้ม ในต่างแดน[…]

หนังสือ จดหมายถึงเมืองไทย ตอนจดหมายจากแม่ …

หนังสือ จดหมายถึงเมืองไทย ตอนจดหมายจากแม่ …

ข้อความในจดหมายแผ่นน้อยสีขาวแผ่นหนึ่งของหญิงชราผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใย ได้บรรยายส่งทอดสู่สายตาและส่งผ่านเข้าในใจของลูกชาย มันทำให้น้ำตาแห่งความรักและคิดถึงไหลพรากออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว รู้ตัวอีกครั้งหนึ่งเมื่ออ่านข้อความมาถึงบรรทัดสุดท้ายและประทับตรึงใจของลูกอย่างที่สุด “ถึงลูกจะจากแม่ไปไกล อยู่คนละซีกโลก แต่หัวใจของแม่ ก็ติดอยู่กับลูกและข้างเคียงลูกอยู่เสมอ”      เสียงกริ่งประตูบ้านดังขึ้น เดินออกไปดูพบนายไปรษณีย์กำลังยืนถือพัสดุที่ส่งตรงมาจากไทย เขาให้ลงชื่อรับของ ทันทีที่เห็นกล่องพัสดุก็รู้ทันทีเลยว่า ราคาค่าส่งครั้งนี้ไม่ใช่ราคาถูกเป็นแน่ มองไปดูที่แสตมป์ราคารวม 1,560 บาท แม่จะส่งมาให้ทำไม ? เก็บเงินไว้ใช้จะดีกว่า อาทิตย์ก่อนโทรศัพท์ให้แม่ส่งแว่นตาจากเมืองไทยมาให้ อันนี้ลืมหยิบใส่กระเป๋ามาด้วยก่อนเดินทางมา แว่นนี้ราคาแพงมากตัดตอนที่เป็นครูราคาสามพันกว่าบาท ผ่อนส่งสามเดือนโน่น จึงเสียดายไม่อยากตัดใหม่ ให้แม่ส่งมาใช้ดีกว่าคิดว่าราคาค่าส่งคงไม่เกิน 200 บาท แต่พอตอนนี้ราคาแพงมาก แม่ส่งเสื้อสี่ตัวมาให้ บอกว่า “แม่คิดถึงลูกมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร เลยคิด เสื้อตัวไหนที่ลูกชอบใส่และห่วง แม่เลยส่งมาให้ ลูกคงไม่ว่าอะไรแม่”  ถ้อยคำในในจดหมายยิ่งอ่านยิ่งรักแม่มาก ตอนนี้รู้ว่าคนที่รักเรามากที่สุดคือแม่ ตอนอยู่กับท่าน บางครั้งเราไม่ทราบและรับรู้ถึงความรักที่ท่านมีต่อเราเลย มาตอนนี้ยิ่งห่างกันยิ่งรักท่านมาก  ท่านรู้ใจเราทุกอย่างเสื้อผ้าตัวไหนเรารักเราชอบท่านรู้ ถึงกับส่งมาให้ยังบอกว่า ” ลูกคงไม่ว่าแม่นะ” คำนี้ยิ่งทำให้รู้สึกผิดมาก ท่านรู้ใจเราบางครั้งเราก็ว่าท่าน ลูกขอโทษ…รักแม่มาก             ถ้อยคำที่เขียนออกมาทั้งหมดของแม่เป็นถ้อยคำที่ง่ายๆ อ่านเแล้วเข้าใจทันที แต่ละคำมีความหมาย และงดงาม ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ ประดิษฐ์คำหวานซึ้งกินใจอะไร แต่มันออกมาจากใจที่บรรยายถึงความรักและห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูก…มันเป็นเรื่องไม่ง่ายนักกับหญิงชราคนหนึ่งที่หยิบปากกาและกระดาษแทนการจับจอบเสียมมานั่งเขียนด้วยสายตาอันพร่ามัวRead more about หนังสือ จดหมายถึงเมืองไทย ตอนจดหมายจากแม่ …[…]

行路者|因为刚好遇见你

行路者|因为刚好遇见你

行路者|因为刚好遇见你——我的泰国支教行 2017-09-26 镇海教育门户 忙碌的生活总是让人们错过太多太多的风景什么时候可以停下脚步, 真正去感受生活? 忙碌不是借口,没钱不是理由 路在脚下,说走就走! 身体和灵魂,总有一个要在路上。 现在,【镇海教育门户】微信公众号推出的“行路者”栏目正式上线啦!栏目开通后,小编将不定期地为大家推送镇海的行路者们的所见、所闻、所感…… {  第十期  }  因为刚好遇见你——我的泰国支教行    行路者介绍 徐璐诗 镇海蛟川双语小学英语教师,热衷公益事业,喜欢行走在追逐自己梦想的路上! 我的行路感言 我一直相信这一切都是最好的安排 让我与这群孩子相遇 与这群老师相遇 让我与这座小城相遇 泰国的这一个月 是一段难忘且珍贵的时光 以至于我在离开后仍常常想念着那里 想念那些可爱调皮的学生 善良幽默的老师 那里已经有我舍不下的最爱的人 忘不了教室里的朗朗书声 忘不了图书馆里的一次次埋头苦干 更忘不了 临走时强忍着泪水的紧紧相拥 今年暑假,我跟随着泰国义工组织ICCVTT,来到了泰国东部的这座小城Ban Bueng,来到了这座可爱的小学校Nongplalai School。 初次见面时,因为语言不通,孩子们只会用“泰式英语”腼腆地说上一句“Hello, teacher!”然后匆匆跑开,老师们也总是尝试着用蹩脚的英语问,你吃得习惯吗?蚊子咬得疼吗? 泰国孩子的英语基础并不理想,三、四年级的孩子还无法正确认读26个字母。在课堂上,我教孩子们大胆地用英语交流、表达,一次一次地纠正他们的发音。当他们知道了“好”的不同的英文表达,他们会一次一次地尝试,用期待的眼神看着我,希望收到 “wonderful”的评价,期待能有机会和我击掌have five。 我总喜欢把孩子们带到课堂外面去,在校园里学习真正的日常英语,我把孩子们带到图书馆去寻找不同类型的书籍,去小花园看看不同颜色的花朵,去东盟墙认识东南亚的不同国家。 我鼓励孩子们当个校园小导游,去介绍学校的各个场所;我把孩子们围到自己身边,做做小游戏;我让孩子们跟着我满操场跳,快乐地跳兔子舞。 有几个胆大的孩子在课间总喜欢围住我,让我记他们的名字。Mook, Ploy, Boss, Bark, Ohm还有Cake,现在我可是牢牢地记住你们了,你们可别把我忘了。 …… 还记得母亲节庆典活动的那个下午,我要与学校的孩子们分别。有一个向来安静的女孩子轻轻地跟我说“Teacher, no go to China”,错乱的语法让我哭笑不得,却深深地打动了我的心。 离开Ban Bueng之前,学校的老师们带我们去美丽的海滩,一直照顾我的Naramon校长拿出了老师们精心准备的相册。那一刻,我终于忍不住,泣不成声,和学校的17个老师一一拥抱。我想,我会一直记住这群可爱的人,感恩在最美的时光遇见最美的你们!

在泰国认识你 Kanchanaburi(北碧府)

在泰国认识你 Kanchanaburi(北碧府)

在泰国认识你 Kanchanaburi(北碧府) 我喜欢自己探索一些事,而不是“被告知”,所以我主动申请来泰国支教。 我喜欢用文字记录我觉得重要的事情,我想这将会是我以后念旧的资本。 我坚强而执着,固执又叛逆,认定了的事情就会坚持做下去。我的话少,特别是在人多的时候,更显得沉默寡言,喜欢一对一的交流方式,让我觉得舒服自在。尽管我不喜欢过分表达自己,但我也不喜欢孤芳自赏的感觉。 很长一段时间里,我在写这篇文章,写写停停,断断续续。 真实的,曾经有人问我这个问题,“你为什么不去中国大西北支教,而是选择去别的国家?” 我的答案很纯粹,因为我想参加国际志愿者。 从小到大我参加过很多志愿活动,一对一扶贫,公益图书馆,亚青会志愿者等。而国际志愿者这样的经历是我从进大学时就开始向往的,我想体验一次非母语环境下的志愿活动,认识更多的人,体验当地风土人情。 在今年3月,我开始在网上搜罗各种海外义工组织,从朋友那得知ICCVTT这个支教项目,综合多种因素的考量后,我们决定今年夏天远赴泰国参加为期一个月的支教项目。 对于在国内还是在国外支教,我觉得都是不错的经历。我在中学时期曾代表学校到江苏的某个乡村进行一对一扶贫,我能体会到农村孩子的生活状况和对知识的渴望,所以对于去我国偏远地区支教这个想法我是支持的,如果有机会,我也一定会去。而这次去泰国支教,完全是因为我想体验国际志愿服务,并且有一个非常合适的机会摆在我面前,我觉得有必要争取一下,然后我就来了。 泰国是身边朋友经常说起的话题,这个东南亚的小国家令很多人心驰神往,她像是一缕特制的熏香,夹杂着香茅和阳光的气味,令无数人为她倾倒。我也不例外,第一次出国经历就给了泰国。说到要去泰国,顺势唤醒了我对这个国度的全部向往,不论是从电影里还是书里看来的泰国,佛教,礼仪,大象,美食,全部都是我爱的。种种热爱,不断驱使我来到这里。 Part 1:启程 清楚地记得出发那天遇上今年的第九号台风灿鸿,导致7月11日南京开往宁波方向的高铁全部停运,高铁站的售票大厅被滞留的旅客拥堵得水泄不通,每个人的面部表情错综复杂,酝酿着下一秒即将迸发的情绪。 我攥着手机,屏幕显示着7月12日宁波飞曼谷的航班信息。 我们一家11日早上在高铁站办理了退票手续,反复询问可以到达宁波的交通信息,几经周折买到12日凌晨南京开往宁波的火车票,两张坐票,一张卧铺,车程9小时。 我们提前两个多月在网上预订好宁波往返曼谷的机票,因为带的行李多,选择了南方航空,往返机票1870元。飞机来回都在武汉转机。 Part 2:初见泰国 到达曼谷的时候还是凌晨,经过火车,飞机转机,来回搬运行李,我却完全没有倦意。这第一次出国内,心非常激动,紧绷的神经使我无法入睡。素万那普机场很大,即便是凌晨也有很多形色匆匆到达或是即将启程的人,我们在机场简单洗漱后吃了些东西,等到天亮便收拾行李出门打车。 从机场可以到达出租车停靠站,要排队拿号,根据号码按顺序乘车。我们告诉司机地点,之前在攻略上看到在泰国打出租车要提醒打表,于是我们指着计价器说by meter please然后上车。 因为第一次在国外打车,担心安全问题,拿手机拍了司机的信息哈哈。     在马路边看到中国手机品牌的广告,超级亲切。 清晨的曼谷交通非常堵,我们迷迷糊糊半睡半醒的状态到了bus station,通过询问买到了去Kanchanaburi的汽车票。 Kanchanaburi是泰国的北碧府,就是我支教的学校所在的地方,位于曼谷西部,西部与缅甸接壤,是泰国第4大府,向来以建于第二次世界大战的桂河桥和“死亡铁路”闻名于世。这个地方的华人很少,这么说吧,我在北碧府的一个月里没有遇到一个中国人。 奔波一路终于到了北碧府车站,学校的校长亲自开车来接我们,临近中午时分,校长载我们到附近的一家Robinson请我们吃了kfc,泰国的kfc真的跟国内很不同,从摆盘就能看出,居然有非一次性的餐具,而且食物也根据泰国人的口味改良成偏辣的。 点了一份套餐,这个饮料真的超级好喝!! Part 3:相识Bansamyod School 我们的学校是一个偏僻的乡村学校,从Kanchanaburi bus station开车去学校要一个多小时,学校附近是收不到手机信号的。 整个学校都是粉粉的,泰国人对色彩的运用毫不吝啬。 学校没有围栏,不存在真正意义上的出去或进来。 这是学校给我们支教老师临时准备的办公室 我和同行的志愿者被安排住在yellow house和pink house,两栋可爱的小木屋。木质结构有利于散热,早晚特别凉快,白天在木屋里如果不开电风扇,感觉如同蒸桑拿,毫不夸张。我们居住的房子在学校里,没有空调的,学校里只有校长办公室有空调,学校地理位置偏僻,手机收不到信号,就连当地泰国人的手机也经常处于“无服务”的状态。学校与外面的联系只能依靠WiFi,若遇上断电,整个学校就真的与世隔绝了。 我们住的房子离办公室不远,说起来也算是在学校里。房子内部有两层,一楼有厨房、餐桌和卫生间,二楼是四个独立的房间,大小不一样的,有一间小的大约三四平方米,里面供奉着一尊佛,特别神圣,应该是泰国人进行祷告的地方,其他的房间用来住人。我被安排在一间刚刚打扫过的房间里,床都是高年级学生新搬来的,房间布局很简单,一张床占据了主要,一个电风扇是必需品,一个简易的床头柜和无纺布的衣柜,没有一样是多余的,麻雀虽小五脏俱全,给人满满的安全感和归属感。 第二天早上的晨会,学校老师安排我们和学生见面,事先完全不知情的我,面对顺势递来我面前的话筒,愣了几秒钟,然后用一些简单句向全校师生作了自我介绍。他们听没听懂我不知道,其实讲完我还是懵的,感觉把自己的个人信息按套路说了一遍,就差报上生辰八字了。 好了,之前都不算什么,放大招的在后面。晨会结束后,一位和我搭档的英语老师给了我一本教材和一张课程表,告诉我马上去一个教室上课。慌了。瞬间我就慌乱了,没有一点点防备。 学校规模不大,一共有两百名左右的学生,包括幼儿园、小学和初中,每个年级只有一个班级。学校安排我教小学四年级到初三,一共六个班。 第一堂课很慌乱,因为完全没有准备,辛亏包里随身带着在国内买的小零食,我想着可以借此吸引一下学生。第一次见学生有些紧张,但后来发现学生比我更加紧张,我也就慢慢放开了。习惯性的问候和自我介绍之后,我在泰国的第一堂课就开始了,我利用两包零食一甜一酸的特点教了学生关于食物的单词,每个主动回答问题的学生都可以得到一块零食。渐渐地,学生从一开始的拘谨胆小,变得大胆积极,即使他们并不知道正确答案,但为了得到一块零食的奖励,也愿意高高地举手向我示意。 泰国的课堂和中国的完全不一样,你没有办法想象学生在课堂上的积极性。在国内准备时,买了很多贴纸和文具作为礼物打算分给学生,到泰国后发现这里的sticker全部都是made in China,价格还比国内翻了十倍。事实证明学生非常喜欢我的贴画,课堂上为了得到贴画争先恐后地跑到我面前要求回答问题。对,泰国的学生上课不用老老实实坐在座位上,抱臂坐好,他们可以随时出去接水喝,在教室里走动,回答问题也不用举手,可以直接走到你面前跟你说。想必这一点是国内的教育环境无法兼容的,这种课堂上的自由度,学生在课堂上的热情是我们无法想象的。第一次来的人一定会惊讶于他们的课堂,居然可以这么自由? 下课后,学生会纷纷跑来拥抱我,跟我说“teacher beautiful”,心都被融化了。 话说回来,虽然泰国的课堂自由度非常高,但是泰国学生对待学习,确实谈不上努力。在我教英语期间,学生对英语学习的热情并不高,很多国内小学生都熟练掌握的单词和基本对话他们都不太会。相比较于英语学习,他们更喜欢做游戏、学中文和做手工,只要不学英语做什么都好。我思量着,这和国情有关,泰国学生确实没有那么大的高考压力和就业压力,我在的这所学校是乡村学校,很多学生家长都是农民,他们也可以开心幸福地生活一辈子。Read more about 在泰国认识你 Kanchanaburi(北碧府)[…]

Colorful memory, wonderful days

Colorful memory, wonderful days

在泰国尖竹汶府当英语老师的这一个月,确实是难得、难忘且珍贵的一段时光,以至于我在离开后仍常常想念着那里,想念那些可爱调皮的学生,善良幽默的老师和那段色彩斑斓、充满欢笑的生活。 #前期准备# 大概是去年12月初,我在网上偶然知道了ICCVTT这个组织,后来经过了解觉得它确实不错,然后根据学校的寒假时间确定了义工时段。从正式的网上报名,到面试、等通知、收到通过的消息,前后用了大概一个星期。在确认了能够参加之后,我就开始弄机票、签证的事情,同时也认识了组织的创办人Jason和其他的小伙伴,也跟泰国那边学校的Wanpen老师开始邮件联系,为那边的生活做准备,这样来来去去的各种事情弄完,也到12月末了。 #开始义工生活#     我被分到的学校叫Taponnoi School,在尖竹汶府(Chanthaburi)科隆县(Khlong)内,距离曼谷大概有5个小时的车程,睡一睡大半路程就过去了。由于当天提前已经跟学校的Wanpen老师约过时间,我到的时候老师已经带着一个学生在等我了,又经过半小时的车程,我们终于来到了学校。 学校一角 #教学生活# 学校在Tapon村里,不大,共有学生110人左右,却包括了幼儿园到初中,每个年级一个班,每班少则几个人,多不过20人,这样其实挺好的,教起来可以顾到每个学生,认出他们每个人、记住他们的名字也不那么费工夫。 到达学校的第二天早上,在全校的晨祷和升旗仪式上,校长让我在全校面前做了自我介绍,孩子们听的时候有的一脸好奇,有的一脸茫然,有的一脸严肃,真是太可爱啦。然后校长也让孩子们向我用泰文问好”Sawadika”,再用英文问好”Good morning, Teacher”,也用中文问好”你好——”,我听到他们含糊不清的中文时感到惊喜又好笑。 学生们每天早上在操场做晨祷、升国旗   一个学校里通常有2个志愿者,和我一起的是Joy,我们俩一起负责教小学和初中,前2周由Joy教小学,我教初中,后两周则调换过来,这样的话学生们能接触到两个老师,而且我们也能交流意见。   每个班的第一节课上,学生们总是有点拘谨的,但后来和他们熟悉起来也不过是一节课的时间,后面的课上他们就很主动开始跟我讲话了。学生们都很集中在课堂的每个环节上,当我讲话时他们都很认真听,也会认真学,因此和孩子们一起的每节课都很开心,虽然他们也不是全部都能听懂,我也不懂泰语,上课的进度很慢很慢,但是看到他们越来越主动开口跟我交流,也有了明显的进步,我真的超级开心。   在学校,我们只是志愿者,学生们对待我们也会像对正式老师一样,课前起立问好课后起立感谢,在路上看见也提前让到一边站好让我们先过,每次遇到也会主动尊敬地问好。一开始我还不太习惯,觉得随意点也是没关系的,但学校里的老师说这是他们的礼仪习惯,后来我也慢慢习惯了。 给初中的学生上课     初中的孩子们会讲的英语更多一些,在课间我总是会多和他们聊天,他们就会围着我,有时听不懂就互相用泰语告诉其他人我在问什么,有时说着说着英语就蹦出几个泰文单词,看见我听不懂的样子才反应过来,又不好意思地互相笑成一团。还有,学校有时会安排课外活动,比如让当地人教编织、教制薄荷油、教健康舞,这些时候孩子们就不用上课了,我们也跟着他们一起学一起玩。 编织课   小学的孩子们也是超级可爱!虽然每节课都比初中那边要吵,上课的时候也更加难沟通,但是我看见他们的笑脸和认真看我的样子,即使每次要喊着讲课也都特别开心,课程内容讲一次他们不懂就讲多几次,或者画出来,或者让教室旁边的老师帮忙解释,过程虽然是曲折的,也是充满欢乐的。 小学的孩子们超级活泼、爱亲近人。有几个一年级小女孩在我每次提前到教室时,就会一拥而上把我抱住,动不动就说”I love you”,一些小男生在路上远远看见我就会大声喊”Good morning, Teacher Tan”也不管是早上还是下午,我听到就会也向他们喊一句”Good morning” 或者一边笑一边纠正说”Not morning, it’s afternoon.” 一到三年级的孩子在课上做笔记 四五年级的孩子在玩课堂游戏   和学生在一起的时光都是很开心的,课堂也十分欢乐,特别当他们对我笑的时候都感觉自己直接被萌倒了。但另一方面,教学中还是会有些烦恼的,Joy跟我在备课的时候也会常常讨论教学过程中遇到的很多问题,然后再一起想办法。   #教师节# 泰国的教师节是在每年的1月16日,我们很幸运地在去到的几天后就遇上了,所以教师节当天也跟着学校的老师们一起去参加了县里的教师节典礼。 教师节典礼上(由于正处于泰国国王的丧期,教师在工作日的服装都需要是白色或黑色的,而且典礼又是正式场合,所以大家都需要穿黑色衣服) #课余生活# 每天的课程在下午3点半结束,课后的时间我们有时待在办公室,有时跟学校的老师一起吃东西、跟她们一起去市场买菜准备晚餐。 我住在Teacher Ple 的房子里 Teacher Ple 和她的儿子 Mickey    Read more about Colorful memory, wonderful days[…]

33 days Volunteering

33 days Volunteering

国流浪记 by Zhu Mingying 2018-03-30 弦听小朱     很喜欢这么一段话:每个人在他的人生发轫之初,总有一段时光,没有什么可留恋,只有抑制不住的梦想,没有什么可凭仗,只有他的好身体,没有地方可去,只想到处流浪,来一场说走就走的旅行。    于是近乎在为这个目标而努力,也渐渐地实现了当初的梦想。回到家乡,逐渐被实习、工作、论文忙晕了头脑 ,待一切趋于终结,才静下心写写我的泰国之旅。 Day1在从西安到广州的悲惨遭遇,广州到曼谷的漫长等待后,飞机终于在凌晨4点40抵达心欣已久的曼谷,一下飞机紧跟着队伍走的我却在不知不觉中脱离了群众队伍,我找不到大部队了,看着一堆填表排队的人,我逮住一位阿姨问道,结果得知是啥落地签,我赶紧离开,继续向前,却没看到几个人,于是心里开始慌了,赶紧跑到咨询台问,着急的我却连基本的英语表达都忘记了,还好得到了咨询处的帮助,于是赶紧去排队,却不知需要填入境信息,半途被工作人员拦住,给了张表,我赶紧窜出去找笔填,填完第一面我匆匆跑去排队,却发现好像没填完,于是又返回去继续填写,终于完成了在等待海关问询,才发现队伍已经好长好长,还好,遇到一位姐姐,和她搭了话,发现竟是一个航班,尾随着她取了行李,这时发现天还很早,小伙伴肯定没起床,于是我在机场大厅坐下来等待时间的流逝,突然想到给家人报个平安,于是赶紧插上电话卡,可是却不知国际电话如何拨打。于是在群里问询无果,我去百度了下,终于捣鼓好了。这时小伙伴回信息了,我赶紧去找city line ,却在买票时发现扶梯不动,我想看另一边,结果被安检人员叫住,我吓了一跳,毅然踩上扶梯,结果扶梯突然运行并下馅,害怕极了。还好终于上了city line,并转了BTS,才知道这在泰国叫BTS sky train.         然后到了mochit,几番转折与小伙伴成功会合,然后我俩Morchit bus 2 temfoterminal,在流量不行,定位不到的情况下,我们打了的士,发现司机故意饶远了,还好终于到了,结果买的票却让人看的费解,我们找不到车,寻求帮助,车站负责的那个人感觉也不是很清楚,带着我们来回奔忙,最后我们的big bus 成了MiniVan,在一个多小时的颠簸中,司机要加油,让我们下了车,我太渴了,去买水便利店没开,就买了个水果,25铢蛮实惠的,我拿着上了车,司机笑着看着我手里的菠萝,我问他would you like to have some?他摇了摇头,说了一堆泰语,在我们俩迷惑的眼神里上了驾驶位,继续行驶。然后我们到了ChaleamThai bus stop,校长和他丈夫开着皮卡丘来接的我们,我才注意到泰国的行车方向是向左行驶。校长夫妇适合特别爱聊天可惜我们实在不是很听得懂他们说的英语,中途去吃了一碗面,和国内很不一样,因为没看到面的影子,很香很香。放辣椒时我正准备放,结果被校长拦住,我疑惑不解,原来是她怕我放太多了,辣。其实这对于爱吃辣的我来说,又有何难。        然后到了别墅式的小学,觉得这里风景不错,花园式的构造。        认识了几个老师Manee,banana们。然后我们帮忙呆了一会,来到住处,这是那种apartment型的,我们住在四楼,很舒适的住宿,一张宽大温馨的双人床,有独立卫浴,有风扇,有空调,有阳台,可惜没有wifi,没有热水,没有晾晒衣服的地方,阳台边的风景超级美丽,忍不住感叹。         匆匆洗了个澡,收拾了一番,Banana开着她的红色小皮卡丘载着我们去了学校,你无法想象,我俩坐在后边,吹着热风,顶着烈日,终于到了学校,我们进去与大家一一打了招呼,然后帮忙沾了下书签,接着老师们叫出来吃水果,青芒,可乐,橙汁,大大的冰块,在这里无论喝什么,都加很多很多的冰块,那叫一个爽。可惜这里的调料是甜辣的,我觉得水果加这些,我不敢尝试。傍晚,校长丈夫带来了他们学校的另外两个小伙伴,他乡遇故知,我们四个用中文聊得超级欢畅,后面一起去吃饭,本来很担忧能不能吃饱,因为上次这两个小伙伴到时校长请吃饭,6个人3个菜,震惊了我们。结果令人大吃一惊的是我们有八个菜,很棒很好吃。当然不得不提那翻译成中文的菜名,令人无从下手。 还好,菜上桌,超级棒,席间欢笑不断。饭毕去了711买一些生活品,我逛了所有,居然没有毛巾,没有衣架,无奈只好将就,回到住处,校长叮嘱了一些事项,其他几个老师回来了,送我们到住处,跟我们说了明天的安排。可惜教英语的那个本地老师的英语解释了半天我才明白她的表达。   吃什么呢?  Day 2 早上起来,Manne 和Frong骑摩托车接我们去学校,吃了早餐,发现没事干,我就问能够做什么,结果她们想了半天,弄了两张卡片剪纸给我们,弄完了我们聊了会天,然后就是自己折纸玩,Nonny觉得很有趣,我们就教他,然后是愉快的一天就这么慢慢度过了。 Day3         今天是上课的第一天,早早来到教室,看到学生整齐的队伍以及早就在图片上看到的校服,看着一张张稚嫩的脸,发现她们升旗唱歌,还要唱一首悼念国王的歌,然后吃到了学校的早餐,炒饭,鸡蛋炒肉,         然后8:30开始了我的第一堂课,来到四年级的教室,我傻眼了,这么空旷,三个班在一处,这不是互相干扰么,在New的介绍下开始了第一堂课,New给了我四年级的课本,让我上32页,我一看这么多单词,我写了几个在黑板上,让娃跟着读了两下,然后想让她们记住单复数规则,发现我的表达他们不懂,然后new在旁边用泰语解释,后面要下课了我让她们学会spell,可是好像不太理解,我有点颓然了,下课了问New.New说我应该说慢点,声音再大点,我突然觉得好累,然后下一节是六年级的课,自我介绍这部分她们还不错,然后拿着六年级的课本,是几个动词和形容词,教他们读感觉还行,但我解释加表情她们有点迷茫,还好书上的彩图帮助他们理解了,接着到练习,叫他们翻到32页,发现就听不懂了,然后我翻到书的那页,让他们对照着看翻到没。就这样看着他们做完练习对了答案也就下课了。第一天的课感觉很不满意,需要改动的很多  Day.4 今天上课的第二天,上课前把昨天四年级上的单词画了图,然后拿到教室,感觉上课轻松多了,然后教了她们关于12345的单词以及用手指表示,孩子们热情高涨,我很开心。下午是五年级的课,正常的打完招呼,然后我说我叫Sunny并且指着外面的太阳,孩子们都笑了,然后我教了课本上的一些单词,接着有个娃拿出一本带走英语单词的书问我,那部分是关于头部器官的,我教她们读了单词,他们问我中文怎么说,然后我说了,她们开心的读,下课了,他们给我递了纸条,上面是teacher cute 和teacher beautiful,虽然美丽的单词还拼错了,但我很开心能够得到孩子的喜欢,今天是非常开心的一天,相信每一次的精心准备都会得到很好的收获 2017年|夏Read more about 33 days Volunteering[…]

What A Splendid Volunteering Experience

What A Splendid Volunteering Experience

What A Splendid Volunteering Experience In Pangcom School You’ve never known what will happen till you experience. Just imagine will never know how strong it is. Part I: You’d better know why you are here. After more than 6-hour drive from Bangkok, I got to my destination the “Pongcom School”. I was passionate about teaching the nextRead more about What A Splendid Volunteering Experience[…]